เที่ยวบาหลีด้วยตัวเอง 5 วัน 4คืน วันที่สอง



มาต่อกันวันที่สองเลยครับ ตื่นมาก็เดินเล่นดูที่พักซะหน่อย เพราะเมื่อวานมาก็มืดแล้ว เลยไม่ได้เดินสำรวจอะไร วันนี้มีนัดคนขับรถตอน 8 โมงเช้า

โปรแกรมวันที่สองครับ  ดูโชว์ Barong Dance , วัด Taman Ayun , นาขั้นบันไดที่ Jatiluwih , วัด Ulun Danu Bratan , ค้างคืนที่ Lovina ครับ

A = Ubud , B = Jatiluwih , C = Lovina


บริเวณด้านหน้าที่พัก วันนี้มองไปที่ท้องฟ้า ฟ้าแจ่มมากมาย ขอให้อย่าเจอฝนนะ


อาหารเช้าจัดเป็นชุดๆ มาให้ครับ เติมไม่ได้นะ พนักงานยกมาส่งให้ถึงหน้าห้องพักเลยครับ


ได้เวลา 8 โมงคนขับก็มารอที่หน้าที่พักแล้วครับ ตรงเวลาดีมาก แต่คราวนี้เปลี่ยนคนขับเป็นตนละคนกับเมื่อวาน เห็นคนนี้บอกว่าตามแผนเที่ยวหลังจากนี้จะเ็ป็นทางขึ้นเขาลงเขาเยอะ ต้องอาศัยคนที่ขับรถชำนาญทางมากกว่า ผมก็โอเคอ่ะนะ เพราะคนนี้ก็ขับรถดีจริงๆ แต่เสียดายที่ภาษาไม่ได้เท่าไหร่ และเป็นไกด์ให้ไม่ได้

ออกจากที่พักก็พาไปชมการแสดง Barong Dance กันครับ อยู่นอกตัวเมือง Ubud ไปไม่ไกล

บริเวณด้านหน้าของที่แสดง Barong Dance ครับ

มีบทบรรยายภาษาไทยให้ด้วยครับ ทีแรกกลัวจะชมแล้วไม่รู้เรื่อง หลังจากได้อ่านไปแล้ว พอการแสดงเริ่ม ทำให้เข้าใจ แล้วชมสนุกขึ้นมากครับ
การแสดงแบบนี้ จะขาดวงดนตรีดีๆ ไม่ได้เลยครับ ทำให้การแสดงมีความรู้สึกร่วมมากครับ เพราะเล่นดนตรีได้ดุดัน ตามบทของเนื้อเรื่องที่ได้แสดงไปครับ (แต่คนตีกลองหน้าแบบว่าง่วงมากอ่ะ ไม่เข้ากับบรรยากาศการแสดงเลยครับ 555)
นักท่องเที่ยวที่มานี่สังเกตดูส่วนใหญ่มาแบบทัวร์ครับ เพราะเดินมาเป็นกลุ่มใหญ่ลงจากรถทัวร์กันมาเลย เจอทัวร์ไทยที่นี่ด้วยครับ 1 กรุ๊ป




ตัวเอกการแสดงออกมาแล้วครับ Barong เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ทีแรกเห็นหน้าดูดุร้าย นึกว่าเป็นพวกผู้ร้ายนะเนี่ย

จบการแสดงก็ออกมายืนให้ถ่ายภาพกันก่อนครับ เวลาแสดงจริงๆ เกือบชั่วโมงครับ สรุปแล้วถ้ารู้เรื่องมาก่อนถือว่าสนุกเหมือนกันครับ เนื้อเรื่องไม่ได้เครียดทั้งหมด มีช่วงเวลาแสดงคั่นตลกๆ เรียกเสียงฮาจากคนดูพอได้เลยครับ คุ้มค่ากับเวลาที่มาชมครับ


ออกจากที่นี่ก็ไปที่วัด Pura Taman Ayun ครับ ใครที่มาที่นี่มักจะต้องมาเที่ยวที่นี่แทบทุกคนครับ ที่อ่านมาพอรู้ว่าที่นี่เคยเป็นวังเก่า ของกษัตริย์ในสมัยโบราณมาก่อนครับ
สร้างในสมัยศัตวรรษที่ 17 เป็นที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์เม็งวีครับ
โชคดีที่วันนี้ฟ้าสวยกำลังดี เลยทำให้ถ่ายภาพออกมาแล้วรู้สึกสนุกครับ แต่ร้อนเหงื่อท่วมตัวเช่นกันครับ
ออกจากที่วัดนี้ก็ 11 โมงกว่าแล้ว ตามแผนคงได้ไปทา่นมื้อเที่ยงที่นาขั้นบันได Jatiluwih ตามแผนเป๊ะๆ เลยครับ ทางที่ไปจะเริ่มขึ้นเขาลงเขา และมีโค้งหักศอกเยอะ คิดถูกแล้วที่ไม่ได้ขับเอง ตรงบริเวณ Jatiluwih เป็นที่ราบสูงที่อยู่ใกล้แนวภูเขา เลยมีอากาศเย็นสบายครับ และมีเมฆหมอกเยอะ ทำให้สดชื่นคลายร้อนขึ้นเยอะครับ
คนขับเห็นท่าทีพวกเราแล้วก็คงเดาได้ว่ากำลังประทับใจเลยจอดรถเข้าข้างทาง แล้วให้ลงมาถ่ายภาพได้ พี่เขาบอกว่า Best view. ต้องเชื่อเจ้าถิ่นครับ ตอนนั้นก็รู้สึกนะว่าเคยเห็นภาพถ่ายที่นี่ดูแล้วอลังการกว่านี้นะ แต่ก็ยังคิดไปว่าน่าจะที่เดียวกันนะแหล่ะ แค่คนละช่วงเวลา ภาพเลยอาจจะไม่เหมือนที่เคยเห็นมาอ่ะนะ
พอขึ้นรถก็คิดว่าได้เวลาไปหามื้อเที่ยงได้แล้ว เลยบอกคนขับให้หาร้านอาหารทานกันเถอะ หิวแล้ว บอกไปว่าเอาร้านที่บรรยากาศดีๆ ไม่แพงมากนัก เขาก็บอก OK ๆ ก็ขับรถลึกเข้าไปอีกจากจุดที่ชมวิวเมื่อกี้ สักพักก็มาจอดที่ร้านอาหารร้านนี้ครับ
พอลงมาเดินรอบๆ แล้วต้องอุทานขึ้นมาเลยครับ อ้าว...วิวตรงนี้สวยแจ่มกว่าตรงที่พี่จอดรถให้ลงไปก่อนหน้านี้มากมายอ่ะ ดีนะที่พี่พามาร้านนี้ นี่ถ้าขับออกไปกินที่อื่นสงสัยคงยังมาไม่ถึง Jatiluwih แน่ๆ 555
ร้านอาหารที่นี่มีทั้งบุฟเฟ่ต์ และสั่งเป็นจานๆ ดูแล้วไม่รู้สึกหิวมากเท่าไหร่ และไลน์อาหารก็ไม่ค่อยหลากหลาย เลยขอสั่งเป็นอาหารจานเดียวแทนครับ อีกอย่างยังไงก็ต้องทานบุฟเฟ่ต์กันที่ Kintamani อยู่แล้ว

น้ำอโวคาโด้ที่นี่สู้ร้านแรกที่ Kuta ไม่ได้ แต่วิวสวยกว่าขาดลอยครับ อิอิ
อิ่มเสร็จแล้วก็ไปต่อกันเลยครับ ที่หมายต่อไปคือวัดริมทะเลสาบ Bratan ครับ บรรยากาศที่ทะเลสาบครับ เห็นเรือแล้วอดตื่นเต้นกับโปรแกรมพรุ่งนี้เช้าที่ Lovina ไม่ได้ เรือคล้ายกันเลย
มาถึงที่นี่ฝนตกปรอยๆ ด้วย ในที่สุดก็เจอฝนเข้าจนได้ T T
วัดนี้มีชื่อว่า Pura Ulun Danu Bratan ครับ จะเจอภาพวัดนี้บนธนบัตรของอินโดด้วยนะครับ แสดงว่าวัดนี้มีความสำคัญมากเหมือนกันครับ
เคยอ่านเจอคำบรรยายว่า วัดนี้อยู่ริมทะเลสาบบราตัน มีภูเขาไฟสูงทะมึนเป็นฉากหลัง แต่ผมไม่เห็นเลย เจอแต่ทิวเมฆสีขาวแทน หุหุ Pura Ulun Danu Bratan สร้างขึ้นในศัตวรรษที่ 17 เพื่อใช้ทำพิธีทางศาสนาฮินดู รวมทั้งอุทิศแด่เทวี ดานู หรือเทพแห่งสายน้ำครับ
จริงๆ แล้วรอบๆ วัดจะเป็นสวนที่จัดตกแต่งสวนได้สวยงามครับ แต่ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่ได้อยู่ชมสวนต่อ เลยต้องรีบเดินจ้ำขึ้นรถเลยครับ
ที่สุดท้ายของวันนี้ก็คือ Lovina ครับ เป็นเมืองติดทะเลที่เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งก็คือ การชมปลาโลมาในตอนเช้าครับ นี่จึงเป็นเหตให้ผมต้องมาค้างคืนที่นี่ครับ 

คืนนี้พักที่ Mumbul Guesthouse โดยจองผ่านทาง Hostelworld ครับ ซึ่งพอถึงที่พักก็เสียความรู้สึกอีก คือเจอพนักงานโรงแรมแล้ว ผมก็ยื่นใบจองที่ปริ้นมาจาก email ซึ่งจองทั้งหมด 2 ห้อง แต่พนักงานทำหน้าเหวอ บอกว่า ตอนนี้เหลือแค่ ห้องเดียวเอง อ่าวซวยแล้ว ผมเลยขอพูดกับเจ้าของ เขาบอกว่าเจ้าของไม่อยู่ ไปธุระที่สุมาตรา ผมเลยขอให้น้องเขาโทรหาเจ้าของทันที และด้วยการช่วยเจรจาจากคนขับรถ และผมเองที่กดดัน จนได้ห้อง 2 ห้องมาได้ ซึ่งผมก็งงว่าทำไมทีแรกบอกว่ามีแค่ห้องเดียว 

ผมเลยไม่มีภาพที่พักมาให้ชมเลยครับ เพราะตอนนั้นหงุดหงิด และเสียอารมณ์พอสมควร พอได้ห้องแล้ว คนขับก็ถามผมเรื่องชมโลมาในตอนเช้า คือ ผมรู้แล้วหล่ะว่า พี่เขาต้องเสนอทัวร์โลมามาแน่ ซึ่งผมก็รู้สึกเกรงใจที่เขาช่วยพูดเจรจากับเจ้าของที่พักให้จนได้ห้องตามที่จองไว้ ผมเลยตอบตกลงกับทางคนขับไป มารู้ทีหลังว่าผมจ่ายแพงกว่าคนอื่น 15,000 rp. ไม่เป็นไรครับถือว่าช่วยๆ กัน หุหุ

ภาพชายหาด Lovina ครับ ออกมาเดินเล่นก็พระอาทิตย์ตกพอดี



credit : Juone from pantip.com


เที่ยวบาหลีด้วยตัวเอง 5 วัน 4คืน



สวัสดีครับ ห่างหายจากการรีวิวไปนานเหมือนกันครับ ปีนี้ทั้งปีคาดว่าคงไม่ค่อยมีเวลาเหมือนปีที่แล้ว งานน่าจะยุ่งทั้งปีเลย ทริปล่าสุดช่วงสงกรานต์ไปเที่ยวบาหลีด้วยตัวเองมา ก็ได้จากจองโปรตั๋วแอร์เอเชียปีที่แล้วครับ แต่ราคาที่ได้ออกจะแพงไปเยอะ แต่มือไว ใจเร็ว จ่ายตังค์ให้ไปแล้ว ก็คงต้องไปกันล่ะครับ 

ขอพาทุกท่านตามมาเที่ยวบาหลีด้วยตัวเองพร้อมกันได้เลยครับ



Bali...คือเกาะ เกาะหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย อยู่ถัดจากเกาะชวาไปทางตะวันออก เมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะชื่อ Denpasar ครับ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าไปที่สนามบินไม่มีตารางบินไปที่ Bali เพราะเขาจะใช้ชื่อปลายทางคือ Denpasar นะครับ

คนบนเกาะ 90% นับถือศาสนาฮินดู ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะหาเนื่อหมูทานลำบาก เพราะแทบทุกร้านที่ผมเข้าไปก็มีเมนูที่มาจากหมูอยู่หลายร้านครับ

การเดินทางก็มีทั้งการบินไทย และแอร์เอเชียที่พาไปถึงบาหลี โดยใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง เวลาที่บาหลีเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงครับ ดังนั้นอย่าลืมปรับเวลาเมื่อไปถึงที่นั่นด้วยครับ

ตั๋วเครื่องบินไปบาหลี(Bali) ตอนนั้นที่จองไปเมื่อปีที่แล้ว ได้ราคามา 6000 กว่าบาท ถือว่าราคาแพงเหมือนกัน เพราะเห็นหลายคนได้ราคา 3000 กว่าบาทเยอะเลยครับ ต้นทุนทริปนี้ของผมคือค่าตั๋วเครื่องบินประมาณเกือบครึ่งนึงเลยครับ

เที่ยวบิน FD3677 ออกจากสุวรรณภูมิหกโมงเช้ากับอีก 15 นาที ผมตั้งใจไปถึงสนามบินตอนตีสามครึ่ง นี่ขนาดทำเว็บเช็คอินไปแล้วนะ เพราะตอนเดือนกุมภาปีนี้เคยเข็ดกับการวิ่งขึ้นเครื่องแทบไม่ทันมาแล้วตอนไปฮ่องกง แต่ปรากฏว่ามาถึงเร็วเกินเค้าท์เตอร์ยังไม่เปิดครับ ยังไม่ไม่มีพนักงานมาเลยครับ หุหุ


พอจัดการเรื่องเช็คอินเรียบร้อยก็เดินเข้า ตม. แบบเสียวๆ ว่าคนจะเยอะ แต่ผิดคาด ด้านในไม่มีแถวต่อยาวเหยียดเหมือนที่เคยเห็น และได้ยินมา สงสัยการท่า และ ตม. คงจัดการปัญหานี้ไปได้เรียบร้อยแล้วครับ ขอให้เป็นแบบนี้ตลอดไปนะครับ สนามบินเราจะได้มีโอกาสได้โหวตให้เป็นที่หนึ่งบ้างครับ สรุปตั้งแต่เข้าตม. มาจนถึงด้านในที่ขายของ Duty free ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ครับ

วันนี้เครื่องบินที่จะไปBali จอดที่ Gate E6 ครับ เป็นเกทที่จอดเทียบกับตัวอาคารสนามบิน ดีใจ ไม่ต้องต่อรถบัสแล้ว อิอิ


แดดยามเช้าสะท้อนผิวน้ำเป็นสีเหลืองทอง ดูแล้วสวยจริงๆ ครับ เลยจากภาพนี้ไปด้านบน พอมองเห็นปากแม่น้ำบางประกงเหมือนกันครับ แต่ไม่ชัดเท่าไหร่

ด้วยความว่าตื่นแต่เช้าคงกินอะไรไม่ลง และกลัวหิวมากตอนอยู่บนเครื่อง เลยสั่งแบบจัดหนักมาสองรายการครับ ทั้งข้าวเหนียวไก่ย่าง กับพิซซ่า ผมว่าพิซซ่าไม่เท่าไหร่ แต่ข้าวเหนียวไก่ย่างนี่อร่อยครับ มีน้ำจิ้มแจ่วด้วย นี่ถ้ามีตำปูปลาร้านะ อร่อยเหาะจริงๆ ครับ 555

ใบตรวจคนเข้าเมืองของBaliครับ มาเที่ยวที่บาหลี สำหรับคนไทยไม่ต้องขอวีซ่านะครับ แค่มี passport ที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป กรอกแบบฟอร์มเข้าเมืองที่แจกบนเครื่อง ก็เข้ามาเที่ยวที่บาหลีด้วยตัวเองได้แล้วครับ

นั่งๆ นอนๆ จนเกือบเบื่อแล้ว พอมองออกไปก็ไม่เห็นทะเลแล้วครับ ดูจากเวลาแล้ว คาดว่าใกล้จะถึงแล้วครับ ตอนนี้น่าจะบินอยู่เหนือเกาะชวาแน่ๆ เลยครับ

เห็นท้องฟ้าแจ่มๆ อดดีใจไม่ได้ เพราะเคยดูรีวิวหลายท่านที่มาเที่ยวบาหลีด้วยตัวเองช่วงสงกรานต์ เจอฝนกันเยอะเหมือนกันครับ แต่พอใกล้บาหลีแล้ว มีเมฆเยอะอยู่นะ เจอฝนมั้ยน้อเรา

เครื่องกำลังลดระดับ เริ่มเห็นชายหาดของบาหลีแล้วครับ สวยจังเลย
สนามบินที่บาหลี (Bali) มีชื่อเรียกว่า  Ngurah Rai International Airport น่าจะอ่านว่า งูรา ไรย์ นะครับ รันเวย์สนามบินอยู่ติดทะเลคล้ายกับสนามบินภูเก็ต พอเครื่องใกล้แตะรันเวย์เลยดูเหมือนว่าเครื่องกำลังจะลงทะเลจริงๆ แอบเสียวนิดหน่อย
แล้วเครื่องก็มาถึงสนามบินที่ Bali ตอนเที่ยงครึ่ง ดีเลย์ไปจากเดิม 1 ชั่วโมง ดีที่ว่าวันแรกผมแพลนที่เที่ยวไม่เยอะ คิดว่าก็ยังน่าจะทำเวลาได้ครับ คือวันแรกก็กะว่า จะไปแลกเงินบาหลีที่ Kuta เป็นเมืองที่ไม่ไกลสนามบินครับ ประมาณ 15 นาที แล้วก็ทานมื้อเที่ยงที่นี่เลย จากนั้นไปต่อที่วัด Uluwatu และ กลับไปนอนที่ Ubud ครับ

พอถึงก็เดินไปที่ตม. เจ้าหน้าที่ไม่พูดอะไรเลย มองหน้าแล้วก็ปั๊มตราเข้าเมือง เรียบร้อย ภายใน 1 นาที เร็วมากสุดแล้วตั้งแต่เคยเที่ยวมาครับ

ออกมาถึงด้านหน้าสนามบินก็มองหาป้ายที่เขียนชื่อผมได้เลย เพราะนัดคนขับรถมารับครับ เรื่องการเดินทางท่องเที่ยวที่นี่ มีทั้ง เช่ารถ เช่ามอเตอร์ไซด์ขับเอง หรือจ้างคนขับด้วยก็ได้ ผมอยากจะเที่ยวสบายๆ ไม่ต้องวุ่นกับการขับรถ หาเส้นทางเอง ประกอบกับได้ยินมาเยอะว่าถนนที่นี่เล็ก ขับยาก และเป็นทางขึ้นเขาเยอะ ก็เลยตัดสินใจ เช่ารถ+คนขับ+น้ำมัน (คิดเป็นเงินไทยตกวันละ 1700 บาท เองครับ)

พอเจอคนขับก็บอกให้ไปแลกเงินก่อนเลย ก่อนมาที่นี่แลกเป็นเงิน US มาก่อนครับ แล้วค่อยเอาเงิน US แลกเป็นเงินอินโดอีกที โดยทยอยๆ แลกครับ เพราะถ้าเหลือ US กลับบ้าน แลกคืนเป็นเงินไทยจะเรทดีกว่า เอาเงินอินโดมาแลกคืนครับ

อ้อลืมบอกไป ผมใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับจากเว็บนี้ครับ --> www.artabalitours.com บริการดีครับ ไม่มีปัญหาอะไร ผมได้รถ Avanza ครับ

จากนั้นก็ไปกินมื้อเที่ยงที่นี่ครับ บอกคนขับให้พาไปเลย ตรงไหนอร่อย พี่คนขับก็พามาที่นี่ครับ อาหารอร่อย โดยเฉพาะน้ำอโวคาโด้ สุดยอดมากๆ ราคาก็ปานกลางครับ ไม่แพง และไม่ถูก
หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อแรกบนเกาะบาหลีแล้ว ได้เวลาคิดเงินมื้อแรกที่นี่ทานไปเบ็ดเสร็จ 447,350 rp. ครับ กินอย่างกับไฮโซแหนะ ที่ไทยทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ แต่ที่นี่ทำได้ เพราะคิดเป็นเงินไทยแล้วประมาณ 1500 บาท (ทาน 4 คน ครับ) 

10,000 rp = 33-34 บาท ครับ 

จากนั้นก็ไปเที่ยววัดแรกในบาหลีเลยครับ คือ Pura Luhur Uluwatu ครับ เป็นวัดหลักแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมหน้าผาหันหน้าออกทะเล อยู่ทางทิศใต้ของเกาะบาหลีครับ จาก Kuta มาถึงวัดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ

ตอนที่จะลงมาเที่ยวที่นี่คนขับเตือนเลยครับ เรื่องลิงที่นี่ เพราะลิงจะชอบมาหยิบของที่เราเดินพกติดตัวไป ไม่ว่าจะเป็นปากกา หมวก แว่นกันแดด คืออะไรที่พอเอาได้ลิงเอาหมด บางทีรองเท้าแตะที่ใส่ยังโดนเลยครับ คือผมเห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งใส่รองเท้าแตะแล้วนั่งไขว่ห้าง ลิงย่องจากด้านหลังคว้ารองเท้าได้วิิงเข้าป่าไปเลยครับ แสบมากๆ

วิวสวยๆ ระหว่างทางเดินไปที่วัดครับ ดูไปคล้ายแถวออสเตรเลียเหมือนกัน อากาศร้อนเหมือนบ้านเราครับ แต่รู้สึกแดดจะแสบผิวกว่านะ

ผมว่าจริงๆ แล้วไฮไลต์ที่นี่คือวิวหน้าผากับทะเลมากกว่านะ เพราะวัดเองก็ไม่ได้ใหญ่โตเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับวัดอื่นๆ ที่นี่ เห็นแต่ละคนก็ถ่ายภาพกับวิวแถวนี้ทั้งนั้น ไม่ได้ถ่ายวัดกันเท่าไหร่เลย ซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ 555

ภาพนี้ยืมจากกล้องของคนเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยครับ นายแบบที่เห็นผมเองแหละครับ เที่ยววัดที่นี่ถ้ามีผ้าสีๆ ก็คาดเอวด้วยก็ดีครับ เป็นการแสดงความเคารพอย่างนึงของชาวฮินดูครับ ส่วนใหญ่จะมีให้ตรงทางเข้าครับ บางที่ถ้าเป็นวัดสำคัญมากๆ เห็นว่าต้องใส่โสร่ง ใส่ผ้าถุงด้วยนะครับ


ออกจากวัดนี้ก็ได้เวลากลับไปที่ Ubud ครับ ใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงก็มาถึงเอาตอนเย็นพอดี เสียเวลาวนหาที่พักนิดหน่อย เพราะคนขับไม่รู้จักที่พักครับ ที่พักคืนนี้มีชื่อว่า Alas Petulu Cottages จองไว้เป็นบ้านพัก 2 ชั้นหนึ่งหลัง สองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ ครับ

หน้าบ้านที่พัก ภาพนี้ถ่ายในวันรุ่งขึ้นครับ เพราะตอนมาถึง มืดแล้วครับ

มาเริ่มที่ชั้นล่างก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง เปิดประตูหน้ามาก็เจอห้องนอนชั้นล่างก่อนเลยครับ


จากห้องนอนชั้นล่างเดินไปด้านหลังจะเป็นทางไปสู่ห้องครัว ห้องน้ำ และบันไดขึ้นชั้นสองครับ

ห้องอาบน้ำครับ มีน้ำอุ่น ผ้าเช็ดตัวคนละผืน และของใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน กระดาษชำระครับ

ของใช้ที่วางอยู่ในห้องน้ำครับ


ห้องครัวครับ (ในเว็บเขียนไว้แบบนั้นครับ) มีแค่อ่างล้างจาน กับตู้ไม้เปล่าๆ เท่านั้น


ตามมาชั้นสองเลยครับ ห้องนอนชั้นสองครับ คืนนี้ผมนอนที่นี่แหละ


มีทีวีให้ด้วยครับ เปิดดูมีแต่รายการท้องถิ่นซะส่วนใหญ่ เลยปิดไว้น่าจะดีกว่าครับ


ห้องนอนชั้นสองจะมีระเบียงส่วนตัวให้ครับ แต่วิวตรงระเบียงโดนต้นไม้บังซะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเห็นอะไร


เสร็จจากการเช็คอิน เก็บของ แล้วก็ออกไปหาของทานครับ ตอนแรกตั้งใจไปร้านเจ้าดังที่ Dirty Duck ถามพนักงานโรงแรมบอกว่าไม่ไกลเดินไปได้ แต่พอเดินไปตามทางที่บอก ก็ยังไม่เห็นร้านสักที เลยถามคนแถวนั้น บอกว่าเดินเลยถนนทางแยกที่จะไปที่ร้านแล้ว จากนี่ไปอีก 1 โล ฟังแล้วเพลีย เลยหาร้านอาหารนั่งทานเลยแล้วกัน ร้านอะไรก็ได้ เพราะหิวมากแล้วครับ

สรุปที่พักที่นี่ ไกลจากใจกลาง Ubud ครับ ดูแผนที่เหมือนไม่ไกล แต่พอมาเดินเองก็รู้สึกว่าไกลอยู่ครับ ถ้าไปที่ Ubud Market เิดินประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าจะไป Monkey Forest น่าจะเดินกัน 30-45 นาที ได้ครับ

โรงแรมมีสระน้ำให้เล่นด้วยครับ บริเวณโดยรอบเหมือนยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงครับ

วันแรกก็มีเท่านี้ครับ มาต่อกันวันที่สองเลยครับ




credit : Juone from pantip.com